เทคนิคหาลูกค้าคนแรกบน Fiverr/Upwork สำหรับมือใหม่

วิธีหาลูกค้าคนแรกบน Fiverr และ Upwork แบบ step-by-step สำหรับฟรีแลนซ์ไทยมือใหม่
Woman with long dark hair and glasses smiling and looking down in soft indoor light.
เขียนโดย
Montakan suksomboon
|
อัปเดตล่าสุด:
July 15, 2026
เทคนิคหาลูกค้าคนแรกบน Fiverr Upwork สำหรับฟรีแลนซ์ไทยมือใหม่

ทำไม "ลูกค้าคนแรก" ถึงเป็นด่านที่ยากที่สุด

ถ้าคุณเพิ่งสมัคร Fiverr หรือ Upwork แล้วรู้สึกว่า "ส่งไปตั้งหลายงานแล้ว ทำไมยังไม่มีใครจ้างเลย" ปุ๋มเข้าใจความรู้สึกนั้นดีค่ะ เพราะปุ๋มก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน

ลูกค้าคนแรกคือด่านที่ยากที่สุด เพราะมันเหมือนปัญหาไก่กับไข่ ลูกค้าอยากจ้างคนที่มีรีวิวดีๆ แต่คุณจะมีรีวิวได้ก็ต่อเมื่อมีลูกค้าจ้างก่อน พอโปรไฟล์ยังว่างเปล่า ไม่มีดาว ไม่มีรีวิว ลูกค้าเลยลังเลที่จะเป็นคนแรกที่กดจ้าง

ตอนปุ๋มเริ่มต้น ปุ๋มส่ง Proposal ไปหลายสิบครั้งกว่าจะได้งานแรก มีช่วงที่ท้อมากเพราะส่งไปแล้วเงียบหาย แต่พอได้ลูกค้าคนแรกและได้รีวิว 5 ดาวมา ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นเป็นเท่าตัวค่ะ งานที่สอง สาม สี่ ตามมาเร็วมาก

บทความนี้ปุ๋มจะแชร์วิธีหาลูกค้าคนแรกแบบ step-by-step ทั้งบน Fiverr และ Upwork ตั้งแต่เลือกแพลตฟอร์ม สร้างโปรไฟล์ให้น่าจ้าง เขียน Proposal ที่ได้ผล ตั้งราคาตอนยังไม่มีรีวิว ไปจนถึงวิธีได้รีวิว 5 ดาวแรกค่ะ

อ่านเพิ่มเติม: เริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ด้วยเงิน 0 บาท จากประสบการณ์จริง

Fiverr กับ Upwork ต่างกันยังไง เลือกอันไหนดี

ก่อนจะเริ่มหาลูกค้า ต้องเข้าใจก่อนว่าสองแพลตฟอร์มนี้ทำงานคนละแบบกัน เลือกให้เหมาะกับสไตล์ตัวเองจะได้ผลกว่าเยอะ

Fiverr คือแบบตั้งร้านรอลูกค้า

Fiverr ทำงานแบบ "เราตั้งร้านรอ" เราสร้าง Gig (แพ็กเกจบริการ) ขึ้นมา เขียนว่าเราทำอะไร ราคาเท่าไหร่ แล้วลูกค้าที่สนใจจะเป็นฝ่ายกดสั่งเอง เหมาะกับคนที่ไม่ถนัดขายตัวเองแบบตัวต่อตัว และงานที่เป็นแพ็กเกจชัดเจน เช่น ออกแบบโลโก้ ตัดต่อวิดีโอ เขียนบทความ

ข้อดีคือตั้ง Gig ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า แต่ Fiverr จะ หักค่าธรรมเนียม 20% จากรายได้ทุกงาน ค่ะ เช่น ลูกค้าจ่าย 100 ดอลลาร์ คุณจะได้จริง 80 ดอลลาร์ ต้องคิดตรงนี้เข้าไปในราคาด้วย

Upwork คือแบบเดินไปหาลูกค้าเอง

Upwork ตรงกันข้ามค่ะ ลูกค้าจะโพสต์งานที่ต้องการ แล้วเราเป็นฝ่าย "สมัครงาน" ด้วยการส่ง Proposal ไปเสนอตัว เหมาะกับงานโปรเจกต์ใหญ่ งานต่อเนื่องระยะยาว และคนที่พอเขียนเสนอตัวเป็นภาษาอังกฤษได้

การส่ง Proposal บน Upwork ต้องใช้ "Connects" ซึ่งเป็นเหมือนแต้มที่ราคาประมาณ 0.15 ดอลลาร์ต่อ Connect (Upwork แจกฟรีเดือนละ 10 Connects) การสมัครงานหนึ่งครั้งใช้ประมาณ 4-16 Connects แล้วแต่งาน หมายความว่าต้องเลือกสมัครเฉพาะงานที่ใช่จริงๆ ไม่หว่านมั่ว ส่วนค่าธรรมเนียมของ Upwork เป็นแบบผันแปร เฉลี่ยราวๆ 10% ของรายได้

มือใหม่ควรเริ่มจากอันไหน

ปุ๋มแนะนำให้เริ่ม ทั้งสองอันควบคู่กัน ค่ะ แต่ให้น้ำหนัก Fiverr ก่อนในช่วงแรก เพราะตั้ง Gig ได้ฟรี ไม่ต้องเสีย Connects และปล่อยให้ Gig ทำงานเก็บลูกค้าไปเรื่อยๆ ส่วน Upwork ค่อยๆ ส่ง Proposal เลือกเฉพาะงานที่ตรงกับสกิลเรามากที่สุด จะได้ไม่เปลือง Connects

สร้างโปรไฟล์ให้ลูกค้าอยากจ้างตั้งแต่แรกเห็น

ไม่ว่าจะ Fiverr หรือ Upwork โปรไฟล์คือหน้าตาแรกที่ลูกค้าเห็น ถ้าโปรไฟล์ดูไม่โปร ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนลูกค้าก็ผ่านไปค่ะ นี่คือสิ่งที่ต้องมี

รูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ

ใช้รูปหน้าชัด ยิ้มแย้ม แสงสว่าง พื้นหลังเรียบๆ ค่ะ ไม่ใช่รูปเซลฟี่มืดๆ หรือรูปการ์ตูน ลูกค้าต่างชาติชอบเห็นหน้าคนจริง เพราะมันสร้างความไว้วางใจ โปรไฟล์ที่มีรูปหน้าคนจริงมีโอกาสได้จ้างมากกว่าโปรไฟล์ที่ไม่มีรูปหรือใช้โลโก้

หัวข้อและ Bio ที่บอกชัดว่าคุณช่วยอะไรได้

อย่าเขียนแค่ "Graphic Designer" เฉยๆ ค่ะ ให้บอกไปเลยว่าคุณช่วยลูกค้าเรื่องอะไร เช่น "I help small businesses build eye-catching brand identities" ส่วน Bio ใช้สูตรเดียวกับที่ปุ๋มสอนในบล็อก Portfolio ได้เลย บรรทัดแรกบอกว่าคุณเป็นใคร บรรทัดที่สองบอกว่าช่วยลูกค้าเรื่องอะไร บรรทัดที่สามบอกจุดเด่นหรือประสบการณ์

เขียนเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดเจน ไม่ต้องหรูหรา แต่ต้องไม่มีคำผิด สามารถใช้ ChatGPT หรือ Claude ช่วยตรวจแกรมม่าร์อีกรอบได้

ใส่ Portfolio และทักษะให้ครบ

โปรไฟล์ที่มีตัวอย่างผลงานจะได้เปรียบมาก ถ้ายังไม่มีผลงานจริง ใช้ Mock Project หรือ Case Study ที่ทำเองก่อนได้ และอย่าลืมใส่ Skills tags ให้ตรงกับงานที่อยากรับ เพราะระบบใช้ tags พวกนี้จับคู่โปรไฟล์เรากับงานที่ลูกค้าโพสต์

อ่านเพิ่มเติม: วิธีสร้าง Portfolio ฟรีแลนซ์ ยังไงให้ได้งานลูกค้าต่างชาติ [internal link → blog #003]

ตั้ง Gig บน Fiverr ให้ขายได้จริง

Gig คือหัวใจของ Fiverr ค่ะ ยิ่ง Gig ดีเท่าไหร่ โอกาสที่ลูกค้าเจอและกดสั่งก็ยิ่งมากขึ้น

ตั้งชื่อ Gig ให้มีคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าค้นหา

Gig title ควรขึ้นต้นด้วย "I will..." แล้วตามด้วยสิ่งที่ทำแบบชัดเจน เช่น "I will design a modern minimalist logo for your brand" ใส่คำที่ลูกค้าน่าจะพิมพ์ค้นหา เพราะ Fiverr ใช้คำพวกนี้จัดอันดับ Gig ในหน้าค้นหา

ทำ 3 แพ็กเกจ Basic / Standard / Premium

Fiverr ให้ตั้งได้ 3 ระดับราคา เคล็ดลับคือทำให้แพ็กเกจ Standard ดูคุ้มที่สุด (ลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกตัวกลาง) ระบุให้ชัดว่าแต่ละแพ็กเกจได้อะไรบ้าง กี่รอบแก้ ส่งงานกี่วัน จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง

รูป Gig คือสิ่งที่ทำให้คนกดเข้ามาดู

รูปหน้าปก Gig สำคัญมากค่ะ เพราะมันคือสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นในหน้าค้นหา ออกแบบให้สะดุดตา มีข้อความสั้นๆ บอกว่าทำอะไร ทำใน Canva ได้เลย และถ้ามีตัวอย่างผลงานจริงใส่ในแกลเลอรี Gig ด้วยจะยิ่งดี

ไต่ระดับจาก New Seller ขึ้นไป

Fiverr มีระบบเลเวล เริ่มจาก New Seller แล้วไต่ขึ้น Level 1, Level 2 และ Top Rated Seller ตามจำนวนงานและคุณภาพที่ทำได้ ยิ่งเลเวลสูง Gig ยิ่งถูกดันให้คนเห็นมากขึ้น ช่วงแรกเป็น New Seller ต้องขยันหน่อย แต่พอผ่านด่านลูกค้าคนแรกไปได้ก็จะง่ายขึ้นค่ะ

เขียน Proposal บน Upwork ให้ลูกค้าเลือกคุณ

Proposal คือจดหมายสมัครงานของคุณ ลูกค้าหนึ่งงานอาจได้ Proposal เป็นสิบๆ อัน ถ้าของคุณดูเหมือน copy-paste มันจะจมหายไปทันที

อย่าใช้ template สำเร็จรูปแบบเดิมทุกงาน

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่ทำบ่อยที่สุดคือเขียน Proposal เดียวแล้วส่งทุกงานเลยค่ะ ลูกค้าดูออกทันที ให้อ่านโพสต์งานให้ละเอียด แล้วเขียนตอบให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ

การเขียน Proposal ที่ได้ผล

เปิดด้วยประโยคที่พูดถึงปัญหาหรือเป้าหมายของลูกค้า (ไม่ใช่ขึ้นต้นด้วย "Hi, my name is..." ซึ่งน่าเบื่อ) จากนั้นบอกสั้นๆ ว่าทำไมคุณเหมาะกับงานนี้ แนบตัวอย่างผลงานหรือลิงก์ Portfolio ที่เกี่ยวข้อง แล้วปิดท้ายด้วยคำถามหรือ call to action (CTA) เพื่อชวนลูกค้าคุยต่อ ทั้งหมดให้กระชับ 3-4 ย่อหน้าพอ

เลือกงานให้ฉลาด อย่าเปลือง Connects

เพราะการส่ง Proposal ต้องใช้ Connects สมัครเฉพาะงานที่ตรงกับสกิลคุณจริงๆ เลือกงานที่ลูกค้า Payment verified แล้ว และลองเน้นงานที่เพิ่งโพสต์ใหม่ๆ เพราะยังมีคนสมัครน้อย โอกาสถูกเห็นมากกว่า

ตั้งราคายังไงตอนที่ยังไม่มีรีวิว

นี่คือคำถามยอดฮิต "ตอนยังไม่มีรีวิว ควรตั้งราคาถูกๆ เพื่อดึงลูกค้าไหม?" คำตอบคือ ตั้งต่ำกว่าตลาดได้นิดหน่อย แต่ห้ามต่ำจนขาดทุน

ช่วงแรกที่ยังไม่มีเครดิต การตั้งราคาที่จับต้องได้ช่วยให้ลูกค้ากล้าลองจ้างค่ะ แต่เป้าหมายของราคาถูกช่วงนี้คือ "แลกกับรีวิวแรก" ไม่ใช่แลกกับการทำงานฟรี พอได้รีวิว 5 ดาวสัก 5-10 อัน ให้ค่อยๆ ขยับราคาขึ้นไปสู่ราคาตลาดจริง

ที่สำคัญมากคือ อย่าลืมบวกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเข้าไปในราคา อย่างที่บอกว่า Fiverr หัก 20% ถ้าคุณอยากได้จริง 1,000 บาท ต้องตั้งราคาให้เผื่อส่วนที่ถูกหักไปด้วย ไม่งั้นจะรู้สึกว่าทำงานเยอะแต่เงินเข้าน้อย

อ่านเพิ่มเติม: วิธีตั้งราคาฟรีแลนซ์ให้คุ้มค่า ไม่ขาดทุน ไม่แพงเกิน [internal link → blog #007]

ลองคำนวณราคา: Freelance Cost Calculator

ได้รีวิว 5 ดาวแรก แล้วต่อยอดให้งานไหลเข้า

รีวิวแรกคือจุดเปลี่ยน พอมีดาวกับคำชมจากลูกค้าจริง โปรไฟล์คุณจะน่าเชื่อถือขึ้นทันที และงานถัดไปจะได้ง่ายขึ้นมาก นี่คือวิธีทำให้ลูกค้าคนแรกให้ 5 ดาว

ทำงานให้เกินความคาดหวัง

งานแรกอย่าคิดแค่ "ทำให้เสร็จ" แต่ให้ทำเกินที่ลูกค้าคาดไว้นิดหน่อย เช่น ส่งไฟล์เพิ่มให้ 1 แบบ หรือส่งก่อนกำหนด ความประทับใจเล็กๆ พวกนี้แหละที่ทำให้ลูกค้ากด 5 ดาวและอยากกลับมาจ้างอีก

สื่อสารชัดเจน ตอบไว ส่งตรงเวลา

ลูกค้าต่างชาติให้ความสำคัญกับการสื่อสารมาก ตอบข้อความไว อัปเดตความคืบหน้าเป็นระยะ และส่งงานตรงเวลา แค่นี้ก็เหนือกว่าฟรีแลนซ์อีกหลายคนแล้ว บางครั้งลูกค้าให้ 5 ดาวเพราะ "คุยง่าย ทำงานสบายใจ" มากกว่าเรื่องฝีมือด้วยซ้ำ

ขอรีวิวอย่างสุภาพหลังส่งงาน

หลังส่งงานและลูกค้าพอใจแล้ว บอกขอบคุณและขอให้ช่วยรีวิวสั้นๆ ได้เลยค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่ยินดีช่วยถ้างานออกมาดี แค่บางคนลืม การเตือนอย่างสุภาพจึงช่วยได้มาก

5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้มือใหม่ไม่ได้ลูกค้าสักที

ก่อนจบ ปุ๋มอยากเตือนข้อผิดพลาดที่เห็นมือใหม่ทำบ่อยที่สุด ถ้าเลี่ยงได้จะได้ลูกค้าเร็วขึ้นเยอะค่ะ

หนึ่ง โปรไฟล์ไม่สมบูรณ์ ไม่มีรูป ไม่มี Bio ไม่มีผลงาน แล้วรีบสมัครงาน ลูกค้าเห็นแล้วผ่านทันที

สอง หว่าน Proposal แบบ copy-paste ส่งข้อความเดียวกันทุกงาน นอกจากเปลือง Connects แล้วยังไม่ได้ผล

สาม ตั้งราคาผิด ต่ำจนขาดทุน หรือสูงเกินไปทั้งที่ยังไม่มีรีวิว

สี่ ไม่มี Portfolio ไม่มีอะไรให้ลูกค้าดูว่าคุณทำได้จริง ทั้งที่สร้าง Mock Project ฟรีได้

ห้า ยอมแพ้เร็วเกินไป ส่งไป 5-10 อันแล้วเงียบก็เลิก ทั้งที่ลูกค้าคนแรกมักต้องใช้ความพยายามหลายสิบครั้ง ปุ๋มเองก็ผ่านจุดนี้มาแล้ว ขอแค่อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการหาลูกค้าคนแรก

Fiverr หรือ Upwork ดีกว่ากันสำหรับมือใหม่?

ไม่มีอันไหนดีกว่าแบบตายตัว Fiverr เหมาะถ้าอยากตั้งร้านรอลูกค้าและงานเป็นแพ็กเกจชัดเจน Upwork เหมาะถ้าถนัดเสนอตัวและอยากได้งานโปรเจกต์ใหญ่ แนะนำให้ลองทั้งคู่แล้วดูว่าอันไหนได้ผลกับคุณมากกว่า

ต้องเก่งภาษาอังกฤษมากไหม?

ไม่ต้องเก่งระดับเจ้าของภาษา แค่สื่อสารเข้าใจ เขียนชัดเจน ไม่มีคำผิดเยอะ ก็เพียงพอ ใช้ AI ช่วยตรวจและขัดเกลาได้ สิ่งที่ลูกค้าสนใจคือคุณเข้าใจงานและส่งงานได้จริงมากกว่า

ใช้เวลานานไหมกว่าจะได้ลูกค้าคนแรก?

แล้วแต่คนและสายงาน บางคนได้ใน 1-2 สัปดาห์ บางคนใช้เวลาเป็นเดือน สิ่งที่ช่วยเร่งได้คือโปรไฟล์ที่ดี Portfolio ที่พร้อม และความสม่ำเสมอในการส่ง Proposal

คนไทยรับเงินจาก Fiverr/Upwork ยังไง?

ถอนผ่าน Payoneer หรือ PayPal ได้ทั้งสองแพลตฟอร์มเลยค่ะ แล้วค่อยโอนเข้าบัญชีธนาคารไทยอีกที ส่วน Upwork ยังมีตัวเลือก Direct to Local Bank ที่โอนเข้าบัญชีไทยตรงๆ ค่าธรรมเนียมถูกสุด สำหรับ Wise จะเหมาะกับตอนรับเงินตรงจากลูกค้าที่ไม่ได้ผ่านแพลตฟอร์มมากกว่า เพราะ Fiverr กับ Upwork ยังไม่รองรับให้ถอนเข้า Wise โดยตรง เรื่องช่องทางรับเงินและค่าธรรมเนียมของแต่ละตัว ปุ๋มเขียนไว้ละเอียดในอีกบทความ ลองอ่านต่อได้เลย

อ่านต่อ: Wise vs Payoneer vs PayPal ช่องทางรับเงินจากต่างประเทศ ใช้อันไหนดี? [internal link → blog #006]

สรุป ลูกค้าคนแรกยากที่สุด แต่ผ่านไปแล้วที่เหลือง่ายขึ้น

การหาลูกค้าคนแรกบน Fiverr หรือ Upwork ต้องใช้ทั้งกลยุทธ์และความอดทน เริ่มจากเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับตัวเอง สร้างโปรไฟล์ให้ดูโปร ตั้ง Gig หรือเขียน Proposal อย่างตั้งใจ ตั้งราคาให้เหมาะกับสถานะมือใหม่ แล้วทำงานแรกให้เกินความคาดหวังเพื่อเก็บรีวิว 5 ดาว

จำไว้ว่าด่านที่ยากที่สุดคือลูกค้าคนแรกเท่านั้นค่ะ พอผ่านไปได้ มีรีวิว มีเครดิต งานที่สอง สาม สี่ จะตามมาง่ายขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าเพิ่งยอมแพ้ก่อนจะถึงจุดนั้น

อ่านเพิ่มเติม: เริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ด้วยเงิน 0 บาท จากประสบการณ์จริง

อ่านต่อ: Wise vs Payoneer vs PayPal ช่องทางรับเงินจากต่างประเทศ ใช้อันไหนดี?